คำเรียกหญิงรักหญิง
เรื่องศัพท์แสงคำเรียกหญิงรักหญิงในเมืองไทยดูจะเป็นเรื่องน่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในแวดวง ของหญิงรักหญิงเอง ซึ่งก็ถกเถียงกันไปมาว่าคำไหนมีความหมายว่าอย่างไรกันแน่
คำถามที่พบเจอมากในกลุ่มหญิงรักหญิงจึงคือคำถามที่แสดงความงุนงงสงสัยประมาณว่าหากตนเองมีพฤติกรรม
เช่นนี้ใช่ทอมหรือเปล่า? เป็นต้น
เพราะ ในคำเรียก เช่น "ทอม" นั้น มักจะตามมาด้วยบทบาททางเพศเวลาอยู่บนเตียงด้วยนั่นเอง ซึ่งบทบาททาง เพศของ"ทอม"เวลาอยู่บนเตียงตามความเข้าใจทั่วไปแล้วก็คือการเป็นฝ่ายรุก หรือกระทำสถานเดียว แต่ถ้าเกิด การก้าวข้ามกำแพงนี้ไป ไหลเลื่อนไปสู่การเป็นผู้รับบ้าง ความงุนงงสับสน ไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจว่าตนยังเป็นทอม หรือไม่จึงตามมา
ส่วนคำว่า"เล่นเพื่อน" ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นคำเรียกหญิงรักหญิงที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของหญิงรักหญิงไทย ก็ไม่ได้ครอบคลุมโอบอุ้มไปถึงวิถีชีวิตด้านอื่นๆ นอกจากพฤติกรรมทางเพศสักเท่าไร นอกจากนั้นยังเป็นการ ให้ความหมายที่มองว่าการเป็นหญิงรักหญิงเป็นเพียงเรื่อง"เล่นๆ" เท่านั้น แต่การแต่งงานกับผู้ชายเป็นเมีย เป็นแม่ต่างหาก คือเรื่อง"จริงจัง" กว่า ซึ่งบรรดาสตรีนิยมหญิงรักหญิงทั้งหลายไม่เห็นด้วยแน่ๆ กับการให้คุณค่า ผู้หญิงเช่นนั้น
คำว่า"ตีฉิ่ง" นั่นอีก ซึ่งก็เอาแต่ไปเน้นพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก ไม่ต่างจากคำว่า "เล่นเพื่อน" สักเท่าไร แต่ก็น่าสนใจดีตรงที่ ทั้งคำว่า "เล่นเพื่อน" และ "ตีฉิ่ง" นี้ ไม่ได้มีบทบาททางเพศเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก ภาพของคน "เล่นเพื่อน" และ "ตีฉิ่ง" จึงเป็นภาพของผู้หญิงสองคน ที่ไม่มีใครมีบทบาทเป็นฝ่ารุก หรือฝ่ายรับ
ในขณะที่คำว่า"ทอม"และ"ดี้" แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน
แต่ขณะนี้ทั้งคำว่าทอมและดี้ ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป กำแพงอันเป็นขอบกั้นคำว่าทอมและดี้ คล้ายกำลัง จะพังทลายลงอย่างช้าๆ สองคำเรียกดังกล่าวเหมือนจะค่อยๆ กลืนเข้าหากัน และก็ด้วยบทบาททางเพศ(บนเตียง) อีกนั่นแหละ
เพราะจากที่เคยถูกแบ่งอย่างชัดเจนว่าใครเป็นฝ่ายรุกหรือฝ่ายรับ ปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป ทำให้เกิดศัพท์เรียกหญิงรักหญิงใหม่ๆ ขึ้นมา เช่นคำว่า "ทอมวันเวย์" หรือ "ทอมทูเวย์"
ทอมวันเวย์ ความหมายคือทอมที่ไม่ยอมให้ดี้เป็นฝ่าย "รุก" ตนเองอย่างเด็ดขาด ทอมกลุ่มนี้จะมั่นใจ และมีความสุขกับการเป็นผู้กระทำ หรือฝ่ายรุกเท่านั้น
อันเป็นที่มาของคำว่า "ถึงทางใจ" นั้นด้วย ซึ่งในหมู่หญิงรักหญิงก็เคยเกิดภาวะประหลาดใจต่อ ปรากฎการณ์ถึงทาง ใจนี้เช่นกัน เพราะไม่เข้าใจว่า(ทอมวันเวย์) ที่เป็นฝ่าย "รุก" เพียงข้างเดียวนั้นจะมีความสุข(ทางเพศ) ได้อย่างไร ในเมื่อไม่ให้ดี้ฝ่ายรับสัมผัสเนื้อตัวร่างกายของตัวเองเลย แต่ทอมกลุ่มนี้เขาก็ยืนยันกันอย่างหนักแน่นว่า พวกเขา มีความสุขได้ พวกเขา"ถึง" ได้ ซึ่งก็คือการ "ถึงทางใจ" นั่นเอง
มีทอมวันเวย์ แล้วก็ต้องมีทอมทูเวย์ ซึ่งทอมกลุ่มนี้หมายถึงทอมที่สามารถให้คู่รักของตัวเองซึ่งคือ"ดี้" แตะต้องเนื้อ ตัวร่างกายได้ พูดง่ายๆ เลยก็คือ ให้ดี้เป็นฝ่าย "รุก" ได้นั่นเอง
ไม่ทราบว่า เพราะเกิดคำว่า"ทอมทูเวย์" นี่หรือเปล่า ที่ทำให้ขอบกั้นแบ่งความเป็นทอมเป็นดี้ที่เคยแข็งแกร่ง ตั้งตระหง่าน ค่อยๆ กลืนกลายในต่อมา
แต่ว่าขณะเดียวกัน ก็มี "ดี้" จำนวนไม่น้อย ที่เกิดอาการรับไม่ได้ หากเจอทอมที่ต้องการให้เธอ "รุก" บ้าง ซึ่งจะเรียกพวกเธอว่าดี้วันเวย์ก็คงจะได้ ไม่มีปัญหาประการใดหากได้แฟนเป็นทอมวันเวย์ แต่คงเกิดอาการอิหลัก อิเหลื่อกันน่าดู หากได้คู่เป็นทอมทูเวย์
นอกจากนั้น ผู้เขียนยังทราบว่าตอนนี้มีคำว่า"เลส" เพิ่มเข้ามาในพจนานุกรมหญิงรักหญิงอีกด้วย คำว่า "เลส" จะหมายถึงหญิงรักหญิงที่ไม่แบ่งว่าใครเป็นทอม หรือดี้ รวมไปถึงบุคลิกภายนอก การแต่งเนื้อแต่งตัวนั้นด้วย เลสจะเหมือนผู้หญิงธรรมดาทั่วไป แต่งหน้าทาปาก นุ่งกระโปรงไปทำงานออฟฟิศ เพียงแต่เธอชอบผู้หญิง เช่นกันเท่านั้น
แต่แม้ว่าบุคลิกภายนอกจะไม่มีความเด่นชัด เช่นคนเป็น"ทอม" หรือ "ดี้" ทว่าบทบาทบนเตียงก็ยังถูกแบ่งอยู่ดี ว่าใครเป็นฝ่ายรุก หรือฝ่ายรับ ด้วยการเรียกว่า "เลสคิง" หรือ "เลสควีน" ซึ่งความหมายของเลสคิง ก็ไม่ต่างจาก เกย์คิงเท่าไร คือเป็นฝ่ายรุกนั่นเอง ขณะที่เลสควีนคือฝ่ายรับ
ตอนนี้ยังไม่มีคำว่า "เลสควิง" เหมือนที่ชาวเกย์มีคำว่า "เกย์ควิง" ซึ่งหมายถึงเป็นได้ทั้งฝ่ายรุกฝ่ายรับ แต่ผู้เขียน เชื่อว่าอีกไม่นานคงมีคำนี้อย่างแน่นอน
เพราะ คำว่าหญิงรักหญิง ที่กลุ่มอัญจารีบัญญัติขึ้นมาใช้นั้น แม้จะไม่ได้เป็นคำที่แบ่งแยกบทบาททางเพศชัดเจนเช่น คำว่าทอมหรือดี้ แต่คำว่าหญิงรักหญิงก็กว้างขวางเกินกว่าจะบอกถึงบทบาทความสัมพันธ์เวลา อยู่บนเตียงของคน สองคน
ในคำว่าหญิงรักหญิงนั้น ได้หมายรวมเอาทั้งคำว่าทอม ดี้ เลสคิง เลสควีน ไว้ด้วยทั้งหมดนั่นเอง
อีกคำที่เกิดขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้ที่ผู้เขียนทราบมาก็คือ คำว่า "ทอมรักทอม" ความหมายนี้คือคนที่นิยาม ตัวเองว่าเป็นทอม ที่รู้สึกรักใคร่ชอบพอกับคนที่มีบุคลิกเป็นทอมเหมือนกันนั่นเอง
ซึ่งจะว่าไปแล้วคำนี้ก็สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่วงการหญิงรักหญิงอยู่ไม่น้อย เพราะตามความเชื่อความคิด ของพวกเธอทั้งหลายนั้น เชื่อว่าทอมจะต้องคู่แต่กับดี้เพียงเท่านั้น (ส่วนจะวันเวย์หรือทูเวย์นั่นอีกเรื่อง) แต่เมื่อทอม มารักใคร่ชอบพอในเชิงพิสวาทกับทอมด้วยกันเอง ผู้ดี้ทั้งหลายจึงเกิดอาการที่ "รับไม่ได้" สักเท่าไร ทำให้ทอมรัก ทอมกลายเป็นพวกชายขอบในกลุ่มหญิงรักหญิงอยู่ไม่น้อย
เช่นเดียวกับการที่ทอมคนหนึ่งที่ต่อมามามีคนรักคนใหม่แล้วเลื่อนไถลกลายมาเป็นดี้ อาการรับไม่ได้ก็มีให้เห็น ประปราย เพราะได้กลายเป็น "ทอมไม่แท้" ไปเสียแล้ว ในขณะที่หากดี้เลื่อนไหลกลายเป็นทอม จะไม่ใช่ เรื่องร้ายแรงเท่า
ส่วนการเป็นดี้รักดี้ ยังไม่มีให้เห็นมากเท่ากับการเป็นทอมรักทอม ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าในความหมายของการ เป็นดี้รักดี้ มีคำว่า "เลส" รองรับอยู่แล้วก็เป็นได้
แต่ล่าสุด ผู้เขียนเจอคำเรียกหญิงรักหญิงคำใหม่ ว่าเป็นพวก "ข้างบน" หรือ "ข้างล่าง" ความหมายของคำว่า "พวกข้างบน" ก็คือคนเป็นทอมในคำเดิมนั่นเอง ส่วน "พวกข้างล่าง" ก็คือดี้ ซึ่งเป็นฝ่าย "รับ" ยังให้นึกเล่นๆ ต่อไปว่า แล้วจะมี "พวกตะแคงข้าง" หรือ "พวกหกคะเมนตีลังกา" เพิ่มเติมเข้ามาอีกไหมในอนาคตข้างหน้านี้
ทราบแต่ว่าในงานประชุมทางวิชาการนานาชาติเรื่องคนรักเพศเดียวกันและคนข้ามเพศ (Sexualities, Gender and Right in Asia :1st International Conferrence of Asian Queer Studies) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 7-9 กรกฎาคม ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ ที่จะถึงนี้ จะมีเวทีคุยกันเรื่องคำเรียกหญิงรักหญิง โดยนักวิชาการด้านนี้โดยเฉพาะ
credit: sapaan.org
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น